บทที่ 3 แขกยามค่ำคืน

บทที่ 3

แขกยามค่ำคืน

บนโต๊ะอาหารเช้าวันนี้ดูจะเงียบเป็นพิเศษ ไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศเองก็ยังดูน่าอึดอัด แม้แต่รอยยิ้มก็ยังไม่มี ที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็เพราะผู้มาร่วมโต๊ะอาหารเช้าของเรือนเสิ่นเยว่คือจางเหวินซูผู้เป็นนายท่านจวนจาง เสิ่นเยว่พยายามห้ามความอาฆาตของตนเอง นางยังใส่ใจสามีเช่นเดิม แม้ไร้คำพูดต่อกัน เสิ่นเยว่คีบอาหารให้อย่างเอาใจ คอยแกะก้างปลาออกให้ และยิ้มให้เขา ไม่พูดมากให้จางเหวินซูรำคาญจนลุกหนีหายเหมือนทุกครั้ง

เสิ่นเยว่แต่งงานให้จางเหวินซูมาสองเดือน นางและเขายังไม่เคยร่วมเตียงกันสักครั้ง การแต่งงานที่เกิดจากผู้ใหญ่ทำให้เสิ่นเยว่ยิ่งต้องมีความอดทน นางหลงรักเขาเมื่อสองปีก่อน เขาช่วยนางจากโจรในตลาดทำให้ตั้งแต่นั้นมาเสิ่นเยว่หวังอยากแต่งให้เขา หลังจากที่สมหวังเพราะบิดาช่วย นางก็ได้เข้ามาเป็นฮูหยินจวนจางเพราะบิดาของจางเหวินซูเสียไปแล้ว เขาจึงเป็นนายท่านของจวน ส่วนนางคือนายหญิง ชีวิตของเสิ่นเยว่น่าจะมีความสุข นางได้อยู่กับคนที่รัก ได้เป็นภรรยาของเขา น่าเสียดายที่เรื่องไม่ง่ายเช่นนั้น

มันไม่ได้สวยงามเลยสักนิดในชีวิตแต่งงาน

ตั้งแต่แต่งเข้ามา เจอหน้าเขานับครั้งได้ แต่ละครั้งยังเป็นเพียงการร่วมโต๊ะอาหาร ในโต๊ะจะมีเพียงเสิ่นเยว่ที่ตื่นเต้นดีใจคอยดูแลเขาตลอด ส่วนเขาจะตีหน้านิ่ง แสดงออกชัดว่าที่มาเพราะมารดาบังคับ

ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนเลือกเสิ่นเยว่ให้แต่งกับบุตรชายและนางต้องการหลานชายเพื่อให้ตระกูลจางมีคนสืบทอด ซึ่งเสิ่นเยว่แต่งงานสองเดือนแล้ว แต่ว่านางไม่มีทีท่าจะตั้งท้องเลย ทำให้เสิ่นเยว่ต้องแบกรับความกดดันจากแม่สามีที่เรียกนางไปต่อว่าถึงเรื่องนี้ว่าเสิ่นเยว่ไร้ความสามารถ

นางจะมีได้อย่างไร ตัวนางเขายังไม่โดน แม้แต่หน้านางเขายังไร้ความสนใจจะมอง เอาแต่บอกว่าเหนื่อย ไม่เคยมาค้างกับนางด้วยซ้ำ ขนาดวันแต่งงาน เรือนที่เขาไปนอนยังเป็นเรือนอนุคนโปรด ทำให้เสิ่นเยว่ตอนนั้นเสียหน้าและถูกผู้คนหัวเราะเยาะ แต่เพราะนางรักเขา นางจึงมองข้าม ซ้ำยังพยายามเอาใจเขาทุกอย่าง ทำให้เขาพอใจและมองนางอย่างคนรักกัน

เสิ่นเยว่เชื่อว่าสักวันเขาจะมองเห็นความรักที่นางมีให้ เขาจะยอมรับความจริงใจของนาง นางเชื่อมั่นเสมอว่าเมื่อเราแสดงความจริงใจต่อใคร เราจะได้เช่นนั้นตอบกลับมา

น่าเสียดายที่มันใช้ไม่ได้กับจางเหวินซู เขาเป็นคนไร้ใจที่เห็นแก่ตัว เห็นเพียงประโยชน์เท่านั้น ที่เขาแต่งกับนางเพื่อให้มารดาพอใจและต้องการเส้นสายอำนาจบิดาของเสิ่นเยว่ช่วยให้เขาได้รับตำแหน่งรองเจ้ากรมโยธา

ที่เขาแต่งงานกับนางก็เพราะเหตุผลนี้ แต่พอแต่งนางมา ในวันแต่งงาน บิดาเสิ่นเยว่พูดว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ ออกปากชัดเจนว่าบิดานางไม่ช่วย เขาก็ไร้ความสนใจที่จะดีกับเสิ่นเยว่ คืนแต่งงานที่นางควรมีความสุข เพียงเพราะบิดานางพูดเช่นนั้นก่อนส่งตัวเจ้าบ่าวเข้าหอ ทุกอย่างก็พังลง

เสิ่นเยว่ไม่โทษบิดา เพราะเรื่องงาน บิดานางเป็นคนซื่อตรง ไม่ยุ่งเรื่องภายในกรมงานอื่น ที่นางทำได้ในช่วงเวลานั้นคือดีกับสามีให้มาก ดูแลจวนจางอย่างดี รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่า

เสิ่นเยว่ต้องเหนื่อยเพราะบัญชีจวน การจัดการข้ารับใช้ อาหารของเรือนสามีและแม่สามีที่นางชอบลงครัวทำด้วยตนเอง แม้แต่อนุคนโปรดของเขานางยังใส่ใจดูแลดีมาก ไม่มีอะไรให้ขาดตก ไม่ริษยา ใจกว้าง ยินดี มีไมตรีที่ดี

เสียดายที่สิ่งที่ลงแรงไปทั้งหมดไร้ผล เมื่อเขาเจอสตรีคนใหม่ที่มอบอำนาจให้เขาได้ เขาก็มองข้ามนางทันที มองข้ามเพียงเท่านั้นนางไม่ว่า ยังหาทางฆ่านางเพื่อให้ตนเองกลายเป็นบุรุษขาวสะอาดเพื่อแต่งงานใหม่

เขาช่างโหดร้ายอำมหิต ทำทุกอย่างเพียงเพื่อตนเอง

“เจ้าสบายดีนะ ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่”

ไม่มีเวลาหรือ นางเห็นเขากลับมาจากทำงานแล้วไปหาอนุคนโปรดทุกที ไม่ว่างหรือไม่อยากมาหานางที่ไร้ประโยชน์กันแน่ อนุที่เอาใจเก่งทั้งบนเตียงและนอกเตียงย่อมดีกว่าภรรยาเอกที่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากหน้าตางดงามอย่างนาง

“ข้าเข้าใจท่านพี่เจ้าค่ะ”

“แล้วเรื่องจวนเป็นอย่างไร มีอะไรติดขัดหรือไม่”

“ไม่มีเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าข้าอยากจะขอตัวปิงปิง สาวใช้คนเก่าจากจวนข้าเข้ามาช่วยงานมู่อัน งานในจวนมาก ทั้งเครื่องใช้ข้าวของ ตอนนี้ใกล้ปีใหม่ ยังต้องเตรียมของขวัญ ข้ากลัวไม่ทัน เพียงมู่อันคนเดียวคงไม่ไหว”

จางเหวินซูเงียบไปก่อนจะพยักหน้าตกลง เพราะถ้าคิดตามที่นางว่ามันก็ถูกต้อง

ภรรยาของเขาที่มาจากตระกูลสูงมีข้อดีตรงนี้ นางจัดการเรื่องในจวนได้ดีไม่มีที่ติ ทั้งยังงดงาม ออกงานสังคมได้ แต่ที่เขาไม่พอใจ ทำเย็นชาเพราะอยากจะตอกหน้าบิดาของนางที่กล้าหักกับเขาเพราะไม่คิดช่วยเรื่องหน้าที่การงานของลูกเขยตนเอง ทำให้เขาไม่อยากเข้าใกล้นางมากนัก

ตอนนี้ยิ่งมีทางอื่น เขาอยากจะหาทางลดฐานะนางลงด้วยซ้ำ แต่เพราะนางทำหน้าที่ได้ดีมากในฐานะฮูหยิน เขาจึงอาศัยเหตุผลอะไรมาลดฐานะนางไม่ได้เลย

“ตามใจเจ้า หากขาดเหลืออะไรให้คนมาแจ้งข้าแล้วกัน”

“เจ้าค่ะ”

“พรุ่งนี้จะมีงานที่จวนท่านอ๋องสี่ เจ้าไปด้วยแล้วกัน หากไม่ไปเลยคงไม่ดี”

งานเลี้ยงของอ๋องสี่จัดขึ้นให้กับชายาเอก เป็นงานที่รวมเหล่าฮูหยินและคุณหนูคุณชายตระกูลต่าง ๆ นับเป็นงานเลี้ยงที่ใหญ่พอสมควร คนที่ได้เทียบเชิญต้องเป็นตระกูลใหญ่หรือเก่าแก่เท่านั้น

“เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นข้าไปก่อน ยังมีงานต้องทำ”

เสิ่นเยว่มองสามีเดินออกจากเรือนไป ทุกเจ็ดวันเขาจะมาร่วมโต๊ะกินอาหารเช้าหรือไม่ก็อาหารเย็นกับนางครั้งหนึ่ง กินเสร็จแล้วจากไป ทำราวกับว่ามิใช่สามีภรรยา เป็นดั่งคนแปลกหน้า ซึ่งมันหนักขึ้นทุกวัน

“ฮูหยิน อย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ นายท่านคงงานยุ่งจริง ๆ ไม่เช่นนั้นคงอยู่กับท่านต่อที่นี่แน่”

มู่อันเข้ามาเก็บโต๊ะ พูดปลอบใจนายสาวเหมือนทุกครั้ง แต่ลับหลังนางมักจะแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย เพราะไม่ชอบความไร้เดียงสา มีเมตตาของเจ้านายตนเองที่ดูโง่งม

เสิ่นเยว่ยิ้มรับอย่างเห็นตามนั้น

“ท่านพี่งานมาก ข้าจะบ่นได้อย่างไร เจ้าเก็บโต๊ะเถอะ แล้วไปเอาสมุดรายชื่อที่เราต้องเตรียมของขวัญให้มา ข้าจะจัดการเรื่องความเหมาะสมของสิ่งที่จะถูกส่งไปอีกรอบ ท่านพี่กำลังจะเลื่อนตำแหน่ง ของขวัญที่จะส่งไปที่จวนต่าง ๆ ยิ่งต้องเป็นของที่ดีที่สุด”

“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปนำมาให้”

คืนนั้นเสิ่นเยว่ยังคงนั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง นางคิดถึงจุดเปลี่ยนและวันที่เกิดเรื่องอย่างจริงจัง คิดถึงข้อดีข้อเสียของตนเอง วัน เวลา สถานที่ และลำดับเหตุการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือ

“ดูเจ้าเหงา ๆ เหมือนมีเรื่องให้คิดมาก กังวลจนออกมาทางแววตาทีเดียว”

เสิ่นเยว่สะดุ้งสุดตัว นางมองไปรอบห้องแต่ไม่เห็นเจ้าของเสียงที่พูดกับนางจนมองออกไปนอกหน้าต่าง บนต้นไม้ที่ห่างไปไม่มาก ร่างในชุดสีดำสนิทที่กลืนกับยามค่ำคืนนั่งบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง กิ่งไม้กิ่งนั้นขนาดกลาง น่าแปลกที่รับน้ำหนักคนตัวโตได้สบาย ๆ

เขาคือคนที่นางเจอเมื่อตอนกลางวัน เพียงเห็นดวงตาที่โผล่พ้นหน้ากาก เสิ่นเยว่ก็แน่ใจว่าไม่ผิดตัว

ใจของเสิ่นเยว่กระตุกวาบด้วยความหวาดหวั่น เขาตามนางมาถึงที่นี่ หรือจะมาทวงสิ่งที่ให้นางไปแล้วคืนกัน

“ท่าน ไยตามข้ามา หรือมาเอาหยกคืน”

เสิ่นเยว่ขมวดคิ้วจนยุ่ง นางจับตามองเขาไม่กะพริบ ด้วยกลัวว่าหากไม่มองให้ดีเขาอาจจะหายไปหรือเข้ามาทำร้ายนางได้ คนเราปากกับใจไม่ค่อยตรงกัน หน้าตายิ้มแย้ม ท่าทางเป็นมิตร ฆ่าคนตายก็มีเยอะ เช่นสามีนางเป็นต้น

“ข้าไม่ได้ตามเจ้า เพียงมาเดินเล่น แต่เห็นเจ้าเหม่อลอยอยู่จึงแวะทักทายเท่านั้น”

น้ำเสียงหยอกล้อของเขาที่เปล่งออกมาไม่ได้ทำให้เสิ่นเยว่รู้สึกเบาใจขึ้น

“ท่านจะบอกว่าบังเอิญ”

เสิ่นเยว่ทวนถาม คำว่าบังเอิญใช้ได้จริงหรือในสถานการณ์นี้ เดินมาอยู่ดี ๆ จะเจอนางง่ายขนาดนั้น เชื่อไม่ลงเลยจริง ๆ

“แล้วเจ้าจะเชื่อหรือไม่หากข้าบอกว่าบังเอิญจริง ๆ”

เสิ่นเยว่ยิ้มเย้ยหยัน รอยยิ้มของนางที่ขยับกว้างขึ้นทำให้แขกยามค่ำคืนถึงกับจ้องตาไม่กะพริบ เขารู้สึกว่ายิ้มของนางช่างงดงามน่ามองจนไม่อยากให้ใครนอกจากเขาที่เห็น

มันช่างเป็นความคิดที่ประหลาดจริง ๆ

“ความบังเอิญในโลกนี้ย่อมมีอยู่แล้ว แต่มันคงไม่เกิดขึ้นกับท่านและข้า ท่านมาเพราะเรื่องอะไร หากเรื่องที่ท่านถูกพิษ ข้ารับประกันได้ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ ข้าไม่รู้จักท่านหรือตัวตนของท่าน ย่อมไม่สามารถเป็นภัยต่อตัวท่านได้ แต่ถ้าอยากได้หยกคืนก็บอกมา ข้ายังไม่ได้ดูมันด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่ยุ่งจนลืม”

เสิ่นเยว่พูดออกมาด้วยความกล้า นี่คือครั้งแรกหลังจากที่กลับมาแล้วนางเอ่ยปากอย่างมีชั้นเชิง สายตาของเสิ่นเยว่ไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไปเมื่อเริ่มได้พูดคุย นางรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นภัยกับตนเอง หากเขาอยากเอาชีวิต แน่นอนว่าเขาทำได้ตั้งแต่มาถึงโดยที่เสิ่นเยว่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ถ้าจะให้เดา เขาต้องการรู้ว่านางรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือไม่

แต่เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขามันทำให้เสิ่นเยว่ขมวดคิ้ว เขาหัวเราะอะไร คำพูดของนางมันตลกมากขนาดนั้นเลย…

“ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้า สบายใจได้ ส่วนหยกให้แล้วไม่คิดเอาคืน ข้าไม่เคยผิดคำพูด”

“แล้วท่านมาทำไม”

เสิ่นเยว่เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย หากไม่มาเพื่อปิดปากนางหรือเอาหยกคืน แล้วมาทำไมกัน

“มาให้ความช่วยเหลือ ดูเหมือนเจ้ากำลังจะตกที่นั่งลำบาก เสียอย่างเดียว ข้าอยากรู้ว่าเจ้ารู้ตัวแล้วหรือว่ายังไม่รู้ตัวเท่านั้น และคำตอบของเจ้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าข้าควรสนใจช่วยเจ้าต่อหรือรอดูจุดจบของเจ้า”

“ท่านสืบเรื่องข้า”

เขาพยักหน้ารับ มันทำให้เสิ่นเยว่รู้ว่าสิ่งที่นางคิดก่อนหน้านี้เป็นจริง เขาไม่ธรรมดา น่าจะมากอำนาจกว่าที่นางคิดด้วยซ้ำ เขาเป็นคนที่จะช่วยนางได้และฆ่านางได้ในเวลาเดียวกัน สายตาเจ้าเล่ห์ที่มองมาทำให้เสิ่นเยว่ต้องสูดหายใจลึก ๆ เพื่อตั้งสติ นางลืมตรวจดูหยกที่เขาให้ หากนางตรวจสอบอาจจะรู้ว่าเขาคือใคร ป้ายที่ทำจากหยกสีดำดูน่ากลัว

“ท่านต้องการอะไรกันแน่ คนที่สามารถสืบรู้ทุกเรื่องได้ย่อมไม่ธรรมดา แล้วท่านสนใจอะไรในตัวข้ากัน”

“เจ้าดูใจกล้า”

“เท่านั้นหรือ เพียงใจกล้า ไม่มีอย่างอื่นเลย”

“ข้าชอบคนใจกล้า ดูบ้าบิ่น ถือดี ฉลาด เอาเถอะ…ตอนนี้เจ้าควรตอบข้าได้แล้วว่าเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ”

เสิ่นเยว่เงียบไป นางหวาดระแวงแต่ก็คิดว่าไม่มีอะไรจะเสีย ถึงนางกลับมาอีกครั้ง มันก็ไม่ใช่ว่านางจะชนะถ้าไม่มีคนช่วย หากเป็นเขาที่ช่วย โอกาสที่จะชนะก็เกือบเต็มสิบส่วน มีคนระดับนี้เป็นภูเขาให้พึ่งพิง นางจะพลาดยาก การต่อกรกับพวกนั้นคงอาศัยนางคนเดียวไม่ได้ มีสมองแต่ไม่มีกำลังมันก็เปล่าประโยชน์

“ข้าจะทำให้คนพวกนั้นตายทั้งเป็น”

ในที่สุดเสิ่นเยว่ก็ตอบตามความต้องการ สายตาของนางบ่งบอกชัดเจนถึงความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อคนพวกนั้น คนที่ทำให้นางตายอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส

“ข้าชอบคำตอบเจ้าจริง ๆ”

เมื่อเขาพูดจบก็ลุกขึ้นหันหลังแล้วกระโดดเข้าหาความมืดหายไปทันที

เสิ่นเยว่ได้แต่ยืนมองความมืดรอบตัว สุดท้ายนางก็เลือกที่จะรอคอยท่าทีจากเขา นางเดินกลับขึ้นไปนอนบนเตียง เก็บเรื่องราวมากมายเอาไว้คิดต่อพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่สนุกกว่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป